ผมแก้ Yield ได้จากปัญหาการ Set Inspection Frame ที่กว้างเกินไปจากการ setting ก่อนหน้า ตั้งแต่เดือนแรก Yield เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ wafer แผ่นละ 95% สำหรับงานปกติ ผมงง? มันทำอะไรกันอยู่ตั้งนาน 2 นาน ผมต้องการจะเปิดใช้งาน Function อื่นที่จะช่วยให้เครื่องสามารถตรวจจับจุดเสียได้เองตามความสามารถที่เครื่อง AOI ออกแบบมาให้ทำได้ พร้อมถูกกดดันจากการตอบ CAR Report ผมทำงานอยู่ใน Line เป็นส่วนใหญ่เวลามีปัญหา ทั้งๆที่เกี๋ยวกับผม ผมก็ไม่เคยได้รับเชิญไปเข้าร่วมประชุม ผมอึดอัดใจกับกลยุทธ์และวิธีการอุบาทของกลุ่มคนพวกนี้มาก แต่มันคง Happy แล้วที่ Yield ขึ้นมาอยู่ที่ 95-97% แต่เวลาเกิดความผิดพลาดขึ้นมาพวกมันจะรุ่มโจมตีผมโดยทันทีผ่านทาง Email มา
ปัญหาที่ AOI ลดลงไปเยอะ ผมอยากจะเรียกว่า "ปัญหาเส้นผมบังภูเขา" ให้ผมสรุปเลย คือคนเดิม Skill ไม่ถึงในการทำโปรแกรม การตรวจ Wafer ที่ Saw แล้วกับยังไม่ได้ Saw มันจะตั้ง Inspection Area เหมือนกันได้อย่างไร? ชีวิตผมเจอเหตุการณ์แบบนี้บ่อย เหมือนประมาณว่าคุณกำลังทำอะไรอยู่ซักอย่าง แล้วทำยังไงก็ทำไม่ได้ จนวันหนึ่งคุณพบผมเข้าให้ ผมเข้าไปดูอยู่พักหนึ่งประากฎว่ามันได้ แต่ผมเองที่ผ่านมาไม่เคยได้รับการยอมรับเลย หรือที่เขาเรียกว่าให้เครดิต พอตอน Review ก็ Review ออกมาแบบเฮี้ยๆ แถมยังจะมาให้ช่วยแก้ปัญหาใหม่ อย่างนี่แหละที่เขาเรียกปิดทองหลังพระ แต่การกระทำของคุณนิพนธ์ทำด้วยการ Review ผมแบบต่ำๆเพื่อบดบัง Performance ของผม ผมทวงถามคำสัญญาจากคุณโรมก่อนย้ายจาก Wire bond มา AOI ว่าผมย้ายไปกลางปี มันจะมีผลต่อ Performance ผมสำหรับครึ่งปีหลังที่จะต้องไปเริ่มใหม่ที่ AOI ผมนำรูปแบบการ Analysis Yield ที่ Wirebond มาใช้กับที่ AOI แต่คุณนิพนธ์ตอบรับมันด้วยคำดูแคลนว่าก็ไม่เห็นจะมีอะไรเลย ผมตัดสินใจหยุดการใช้งานนั้น ต่อมาคุณนิพนธ์กลับมาขอแล้วแกมบังคับให้ผมเปิดการใช้งานต่อ ดูมันทำเกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลเสือกจะกินน้ำแกง ไอ้เฮี้ย...ตอนกูเขียนใน Performance มึงเสือกบอกเห็ดๆไม่เห็นจะมีอะไร Review ก็อย่าง Low
หลังจากทำ AOI จนนิ่งอยู่ซักพัก ผมวางแผนจะเปิดใช้งานการตรวจจุดเสียแบบอัตโนมัติด้วยเครื่อง แต่ไม่มีใครให้การสนับสนุนเท่าที่ควร พวกมันก็มีแผนจะให้ผมย้ายไปอยู่แผนก Saw อีก ที่ Saw Process ใช้ Senior Engineer ทั้งแผนก แล้วพวกมันจะเอาผมไปทำสากกระเบือกอะไร ไปแก้ Defect edged chip, backside chip ที่มันเป็น Top 2 defect อยู่ที่ AOI งั้นเหรอ? เผื่อผมแก้ได้ yield คุณก็ขึ้น แล้วเขียน report ไปเอาหน้าต่างประเทศงั้นเหรอ ส่วนผมก็ review มันเฮี้ยๆต่อไปอีก มันเพื่ออะไรกับการกระทำแบบนี้ IC ทุกตัวเฉพาะมูลค่า Wafer ก็เกิน 60% แล้ว ถ้าไม่นับงานที่ตัดบิ่น, ตัดแหว่ง, Saw ทะลุเทปบ้าง, Detaping ล้างกาวไม่หมดบ้าง, เทปย่นบาง, ล้าง Saw Dust ไม่หมดบ้าง, โอ๊เนียะนะ ที่คุณนิพนธ์บอก แผนก Saw ก็ไม่เห็นจะมีอะไร ส่วนคุณขนิฐา กลับบอก ผมเป็นนักดับเพลิง ไว้เข้าไปช่วยเวลาตรงไหนมีปัญาหา แล้วผมได้อะไรกลับมา review ห่วยๆ เงินเดือนไม่ขึ้น, การกดดันจากเพื่อนร่วมงานที่มีความคิดเลวๆบางคน
ผมไม่เต็มใจย้ายไปแผนก Saw เหมือนอย่างที่ย้ายจาก Wire bond มา AOI เพราะมันแแสดงออกแล้วว่าพวกมันเห็นแก่ตัวตักตวงเอาผลประโยชน์จากความรู้ประสบการณ์ของผม แต่ไม่ได้ให้อะไรกลับมาเลย ส่วนทางที่กดดันผมมันให้เครดิตทุกอย่าง มันเป็น Double Standard กลยุทธ์เฮี้ยๆที่ชอบใช้กัน ผมเขียนในนี้คงพวกมันคงไม่สนใจ เว็บผม Traffic มันแค่อันดับที่ 8แสนเกือบ9แสนของโลก ในไทยก็แค่ 16,000 คงไม่มีคนสนใจ ผมว่าลุยเข้าไปใน Social Network มันจะดีกว่า
http://www.facebook.com/pages/Dent-Surasa-and-her-spurious/121214124596812
มันสะท้อนถึงชีวิตในสังคมของเราตั้งแต่เมื่อ 70 ปีที่แล้วจนถึงปัจจุบัน ที่ความเลื่อมล้ำทางด้านความรู้การศึกษา ฐานะการเงิน รายได้ ก็ยังเป็นปัญหามาถึงปัจจุบัน เพราะคนในสังคมไม่ได้มองถึงความรู้ความสามารถ มองเพียงแค่ต้นทุนทางสังคมและเปลือกนอกเพียงเท่านั้น ผมถือเป็น Generation ที่ 2 สำหรับการใช้ชีวิตในเมืองหลวง ซึ่งมีต้นทุนติดลบมาตั้งแต่ยังไม่เกิด ส่วนฝ่ายตรงข้ามผม Surasa มีตั้นทุนติดเพดานบวกมาตั้งแต่ยังไม่เกิดเช่นกัน แต่ความรู้มันไม่ได้เลือกที่ว่ามันจะเข้าไปสิงสถิตย์อยู่ที่หัวใคร มันขึ้นอยู่กับว่าคนๆนั้นมีความกระหายในการอยากเรียนรู้มากน้อยเพียงใดต่างหาก และถ้าหากมองย้อนกลับไป Generation ที่ 1 พ่อผมต้องเรียนทางธรรมเนื่องจากความยากลำบากในชนบท จนชีวิตไหลเข้ามาสู่เมืองหลวง ก่อนที่จะออกมาเป็นนักเขียนรูปโนเนมอยู่ที่บ้าน ทิ้งชีวิตการทำงานในเมืองใหญ่ให้เป็นอดีตไป ส่วนอีกทางเมื่อ 60 กว่าปีที่แล้วเรียนในสถานการศึกษาอันดับหนึ่งของประเทศ แต่ก็ละะทิ้งชีวิตในเมืองหลวงไปเป็นหมอฟันรับรายได้เป็นแสนอยู่ต่างจังหวัด พ่อผมบ้าหวย คิดหวยลงหนังสือ ทำด้วยความสุขใจ ไม่หวังในเงินทอง เลยไม่รวยซักที ส่วนพ่อมันบ้ากุ้ง ส่งออกไปทั่วโลก ทำไงก็ได้ให้ได้ราคาดีที่สุด คงไม่ต้องสงสัยว่าทำไมไม่มีคนเล่นข้างผมเลยซักคนเดียว เพราะมันดูที่ Generation ที่ 1 เพียงอย่างเดียวไง คลื่นมันไม่ได้มีลูกเดียว บางทีมันก็ซ้อนไล่ๆกันมา บางที่มันก็มาแบบสึนามิก็มี แต่จะกลัวอะไรหากคุณมีกระดานโต้คลื่นอยู่อย่างไรคลื่นลูกหลังก็ถาโถมเข้ากลบคุณไม่ได้ นั้นก็คือคุณต้องมีการแสวงหาความรู้ใหม่ๆอยู่เสมอ อาจจะไม่ต้องลงลึกในรายละเอียด แต่ขอให้เข้าใจ Concept การทำงานที่แท้จริงก็เพียงพอ อย่างคุณสมศักดิ์ ตอนนั้นเป็น Director Engineer ทำจนหัวใจวายคาโต๊ะแบบลูกน้องแกก็กอดอยู่กับ Plan Do Action Check นั้นแหละ ตอนนั้นปี 2004 ระดับเห็ดตับเต่าอย่างคุณมันต้องเป็น DMAIC Define Measurement Analysis Improvement Control ถึงจะทันกับยุคสมัย Black Belt, Green Belt นะเข้าไม่ได้สอนกันวันเดียวแบบที่ HR จัดมาให้เรียนนะครับ เขาเรียนกันเป็นเดือนครับ คุณเคยลงไปเดินดูไหมข้างล่างเขาทำงานกันยังไง เครื่อง Wirebond เก่าๆ Molding เก่า มันจะ Run Package ใหม่ๆได้อย่างมีประสิทธิภาพเหมือน IC ตัวเท่าเมี่ยงตอนคุณเป็น Mold Engineer งั้นเหรอ ผมเห็นรถประจำตำแหน่งนี่ชอบเปลี่ยนใหม่ๆตลอด ทำไมพอครบ 5 ปีคุณไม่เปลี่ยนไปเป็นรุ่นที่ต่ำกว่าละ แล้วไอ้เครื่อง Wirebond 1488 ที่ไม่ได้ Run อะไรแล้วคุณจะวาง Show Cap ไปเพื่ออะไร เพราะ Product ที่ได้มาใหม่ๆมัน Run เครื่องแบบนั้นไม่ได้เลย อย่างงี่ผมมีรถเบนซ์คันหนึ่ง 2 ล้านกว่าบาท ผมเอาไปซื้อ Accord ตาเพชรคันละแสน ได้ 20 คัน แล้วจอด Show Cap แบบ 1488 ก็คงจะดี แล้วค่า Maintenance ต่อเครื่องคุณคิด Show เขาด้วยไหม
และอีกอย่างตอนทำ PFMEA ตอนนั้นคุณไม่ต้องเอา Severity, Occurrence, Detection มา Plot ดูแบบ Yield ทุกวันหรอก นานๆเขาจะทำกันทีเนียะ PFMEA คุณต้องหา Solution ไปแก้ RPN ที่มันเยอะที่สุดก่อน แล้วจับ Yield ดูว่ามันลดลงไหม ที่ผมเขียนนี่ไม่ได้นั่งเทียนเขียนเองนะ ผมทำ APQP มาอยู่พักหนึ่ง ถ้าผมออก Standard Certificate โรงงานคุณจะซื้อของผมไหม?




















