พักหลังปัญหาการเมือง มักจะทำให้เราต้องหยิบยกขึ้นมาเป็นหัวข้อถกเถียงกันมากขึ้นทั้งในที่ทำงาน ร้านอาหาร หรือแม้แต่โต๊ะกินข้าวของแต่ละครอบครัวเอง แค่เพียงเวลาไม่ถึง 3 ปี ประเทศของเราต้องพบเจอกับม๊อบของกลุ่มผู้ชุมนุมติดๆกันถึงสองม๊อบหลักๆ ที่เราเรียกกันตามสีกันว่า ม๊อบเสื้อเหลือง กับม๊อบเสื้อแดง ผ่านมาจนถึงทุกวันนี้ มันทำให้เราพอจะแยกแยะกลุ่มคนตามแนวความคิดและพื้นเพการอยู่อาศัย อาชีพ และภูมิลำเนาได้อย่างชัดเชนม๊อบเหลือง โดยส่วนใหญ่จะมาจากชนชั้นกลาง หรือผู้ที่มีอันจะกิน มีฐานะค่อนข้างมั่นคงขึ้นไป จนถึงนักลงทุน ซึ่งโดยส่วนใหญ่เสียผลประโยชน์จากโครงการต่างๆในยุครัฐบาลของน้าทัก โดยมีฝ่ายหนุน ซึ่งก็คือฝ่ายค้านในขณะนั้น นั่นเอง โดยเป็นประชาชนพี่น้องจากภาคใต้ของเราเป็นหลัก ยกตัวอย่างผู้เสียผลประโยชน์ เช่น น้าลิ้ม มาด้วยความแค้นจากการถูกปิดรายการทีวี ใครจะคิดว่าน้าแกจะมาไกลได้ขนาดนี้ (น้าทักยังคิดไม่ถึงเลย) รัฐวิสาหกิจ มาด้วยความขุ่นเคืองจากการที่จะถูกแปรรูป พวกธุรกิจใต้ดินที่เสียผลประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็น วินมอเตอร์ไซท์ วินรถตู้ หวยใต้ดิน ที่แต่ก่อนเคยงุบงิบ เก็บกินผลประโยชน์กันอย่างอเร็ดอร่อย แต่ด้วยโนบายที่ขัดแย้งต่อการทำมาหากิน อย่างหวยบนดิน วินกทม รวมไปถึงการปราบปรามยาเสพติด 30 บาท รักษาทุกโรค ยังผลให้เกิดผู้เสียผลประโยชน์จากโครงการและนโยบายเหล่านี้ทั้งสิน ร่วมเข้าสนับสนุนม๊อบเหลืองของน้าลิ้มกันอย่างคับคั่ง ฝ่ายค้านซบโอกาสงามที่จะโค้นฝ่ายรัฐบาลที่นับวันจะหยั่งรากลึกลงไปทุกที จึงถือโอกาสอันเหมาะเจาะนี้เข้าร่วมม๊อบเหลืองที่แอบงอ้างด้วยความรักพระเจ้าแผ่นดิน เรียกคนร่วมชุมนุมได้เพิ่มมากขึ้นจนเป็นที่น่าพอใจ
หากเทียบกับรัฐบาลก่อนหน้าที่ผ่านมาจะเน้น และสนใจกับพวก ท่องเที่ยว อาหารทะเล อุตสากรรม ส่วนเกตรกรรม ที่มีพี่น้องชาวไทยทำอยู่ทุกส่วนของประเทศ กลับได้รับความสนใจเพียงน้อยนิด มีเพียงนโยบายประกันราคาข้าวที่ใช้กันมาตั้งแต่สมัยโบราณเป็นทางแก้ไขปัญหาและเครื่องมือรองรับเพียงทำนั้น เทียบกับการท่องเที่ยว ทำได้ที่ภาคใต้ ภาคตะวันออก ภาคเหนือ ซะเป็นส่วนใหญ่ พี่น้องภาคใต้เราประกอบกิจการได้กำไรมากมาย จากการท่องเที่ยว การทำประมง การเลี้ยงอาหารทะเลส่งออก จนมีฐานะมั่นคง มีเวลาพอที่จะคำนึงถึงการส่งเสริมความรู้ให้กับตนเองและครอบครัว ทำให้พื้นฐานความเป็นอยู่ของคนทางภาคใต้ ภาคตะวันออก ภาคเหนือ และภาคกลาง เหนือกว่าพี่น้องทางภาคอีสานเกือบทั้งหมดโดนสิ้นเชิง
เมื่อเทียบดูพี่น้องทางภาคอีสาน ยังอยู่ในวังวนของความอยากลำบาก เนื่องจากสภาวะแวดล้อมที่ด้อยกว่าภาคอื่นๆ จากระยะทางที่ไกลห่างจากเมืองหลวง ความเจริญจึงเดินทางเข้าไปถึงได้ช้า ความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่มีน้อยมาก ทำได้เพียงแค่การเพราะปลูกไปตามยฐากรรม ตามความรู้ที่ถ่ายถอดกันมาจากรุ่นปู่ย่าตาถวด เอาเป็นว่าขนาดจะกินยังไม่มี เปรียบเทียบกับพี่น้องภาคใต้ ภาคตะวันออก ไม่เคยขัดสน เหลียวซ้ายแลขวาเดินลงทะลก็มี กุ้ง หอย ปู ปลา มาเลี้ยงปากท้องคนในครอบครัว ส่วนพี่น้องภาคอีสานใช้สัญชาติญาณที่สั่งสมกันมานาน เพื่อเอาชีวิตรอดในช่วงหน้าแล้ง ด้วยการหมักปลาต่างๆเก็บไว้กินในโอ่งในไห ที่เรารู้จักกันดีในนาม "ปลาร้า" นั้นเอง ซึ่งในยุคสมัยก่อนคนอีสานจะถูกดูถูกดูแคลนเป็นอย่างมาก หลังจากที่การดำรงชีวิตเปลี่ยนไป เมื่อได้หนีความลำบากเข้ามาเป็นลูกจ้างในเมืองหลวง ย้อนไปเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ข้าวเหนียว ถือเป็นสัญลักษณ์ของคนอีสาน ในความรู้สึกของคนเมืองหลวง รวมถึงอาหารอีสานต่างๆ ส้มตำ น้ำตก ลาบ ก้อย เวลาใครกินข้าวเหนียวก็จะถูตราหน้าว่าเป็น ไอ้ลาวบาง เสี่ยวบ้าง ร้านส้มตำน้ำตกต่างๆ ก็จะอยู่บริเวณปั๊มน้ำมัน หรือไม่ก็เป็นเพิงเล็กๆตามถนนข้างทาง ด้วยแสงไฟริบหรี่ๆ ในเวลากลางคืน แต่เมื่อเวลาเปลี่ยนไปจนปัจจุบัน ตอนนี้อาหารอีสานเปลี่ยนไปเป็นอาหารรสเด็ด สุดยอด ของคนกรุงไปแล้ว ทำให้ปัจจุบัน เรานั่งจิ่มข้าวเหนียวกิน โซ้ยส้มตำปลาแดกกันได้โดยไม่อายใคร ไม่ว่าคนจน, คนรวย หรือคนภาคไหนๆ แต่อันนี้เป็นเพียงพี่น้องชาวอีสานที่ประสบความสำเร็จในการเข้ามาใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหลวงเพียงบางคนเท่านั้น
หลังจากม๊อบเหลืองอมเขียวของน้าลิ้ม ใช้เวลาอยู่พักหนึ่งก็โคนรัฐบาลของน้าทักได้ ด้วยการหักเหลี่ยมน้าทักของน้าวินสายฟ้า พรรคภาคใต้ของเราก็มีโอกาสได้กลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง โดยที่ยังอมเขียวอยู่ เพราะในที่สุดม๊อบแดงก็เกิดขึ้นมาแทน อย่างที่ไม่ต้องเดาไว้ในใจแน่นอน ม๊อบแดงอาจไม่ฉลาดเท่าม๊อบเหลือง ตามพื้นเพฐานะและรากฐานในการดำรงชีวิต ตามที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว สังเกตุได้หลายครั้งเวลาแรกเปลี่ยนทัศนคติทางการเมืองกับพี่น้องร่วมประเทศที่อยู่บนพื้นโลกเดียวกันแล้ว ม๊อบเหลืองจะไม่เข้าใจความลำบากของสมาชิกม๊อบแดง ถึงขนาดมีความคิดกับพี่น้องคนไทยด้วยกันว่า ควายบ้าง โง่บ้าง ยิงแม่งให้ตายๆ ไปให้หมด ซึ่งฟังแล้วไม่หน้าจะออกมาจากความคิดพี่น้องประชาชนคนไทยด้วยกัน ซึ่งก็ไม่แน่ใจมาตอนม๊อบเหลืองมาต้านรัฐบาลน้าทัก แล้วตอนนั้นมีพี่น้องคนไหนมีความคิดแบบนี้บ้างหรือเปล่า มันหน้าเศร้าจริงๆ
เราคงไม่สามารถทำให้ทุกคนมีฐานะเท่าเทียมกันได้ คงไม่ถึงกับพี่น้องทุกคนมีรถขับกันหมด หรือมีเงินรายได้เท่ากันหมด แต่อย่างน้อยสิ่งอุปโภค, บริโภค, และความรู้ขั้นพื้นฐานต่างๆ เขาจะต้องได้รับอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ต้องถ่อเข้ามาหาถึงในเมืองหลวงก็สามารถมีชีวิตอยู่ได้อย่างไม่ยากลำบากจนเกินไป จึงไม่น่าแปลกที่นโยบายประชานิยม ยังคงเป็นที่ต้องการของประเทศด้อยพัฒนาอย่างเรา ไม่อย่างนั้นเราจะบริหารประเทศไปเพื่อใคร ถ้าไม่ใช้ประชาชนรากหญ้าที่รอความช่วยเหลือจากพี่น้องของเขาเอง ภาษีที่ส่งเข้ามาเผื่อทำให้ประเทศเจริญ ให้พี่น้องข้าราชการใช้จัดการบริการประเทศ ให้พี่น้องทหารไว้ฝึกฝน จัดซื้ออาวุธ เพื่อดูแลป้องกันประเทศของเราจากเพื่อนบ้านรอบๆข้างในยามจำเป็น เพื่อให้ใช้เม็ดเงินนั้นวนกลับไปหาพี่น้องรากหญ้าก่อนเป็นลำดับสำคัญในอันดับแรก
ถ้าคิดในแง่การตลาดเหมือนพี่น้องไทยเราเป็นลูกค้าแล้วรัฐบาลเป็นพ่อค้าที่จะไปขายของตอนเลือกตั้ง คงไปไม่ต้องบอกว่า ภาคอีสานเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีจำนวนมากที่สุดหากแบ่งตามภาคแล้ว เพราะเวลาเราจะได้คะแนนเสียงมาแต่ละคน ไม่ได้ดูว่าคนไหนมีตังค์มีเงินเท่าไร มี 1 บาท ก็นับเป็นหนึ่งคะแนนเสียง มี 1 ล้านบาทก็นับเป็น 1 คะแนนเสียงเหมือนกัน แล้วการเลือกตั้งครั้งต่อไปหากจะยังคงเป็นประชาธิปไตยอยู่ ใครที่กุมเสียงรากหญ้าได้มากที่สุดก็จะมีโอกาสชนะเลือกตั้งมากที่สุดเช่นกัน






















