ดึกแต่ยังไม่สงัด ริมถนนตีนพระราม 7 ฝั่งวงศ์สว่าง เวลาประมาณตี 1 เห็นจะได้ เป็นปกติของกลุ่มรุ่นพี่รุ่นน้อง ตามประสาวัยรุ่น นั่งสังสรรค์ สรวลเสเฮฮาอยู่ในร้านข้าวต้มรอบดึก ใกล้หัวโค้งตีนสะพานฝั้งที่จะมุ่งหน้าไปถนนรัชดา สมัยนั้น (1993) ตอนเวลาตี 1 บนท้องถนนช่วงนั้นรถจะน้อยแต่จะวิ่งเร็วมาก ช่วงนั้นรุ่นพี่ และเพื่อนๆรุ่นเดียวกันที่จบออกไปแล้วไปสอบเข้าเรียนต่อที่สถาบันการศึกษาอื่น มักจะกลับมาเยี่ยมเยี่ยนรุ่นพี่รุ่นน้องกันอยู่เป็นประจำ เพราะเป็นช่วงแรกๆของการเริ่มต้นเรียนที่สถานศึกษาอื่น
หลังจากดื่มกินกันได้ที่ จนถึงเวลาอันสมควรที่ต้องแยกย้ายกันกลับ ก็ทำการเรียกเก็บเงินแบ่งสันปันส่วนกันจ่ายตามแต่กำลังศรัทธา เสร็จเรียบร้อยเราก็เดินออกนอกร้าน เพื่อนจะไปแยกย้ายกันขึ้นรถที่ป้ายรถเมล์หน้าสถาบัน วันนั้นเรามากันเกือบ 12 คนได้ หลังจากเดินออกมาบริเวณหน้าร้าน กำลังเดินจะย้อนกลับไป ทันได้นั้นจู่ๆก็มีชายชราขี้จักรยานปรากฎกายขึ้นมาบนถนนในทันที โดยที่ไม่ได้สังเกตุเห็นว่าขี่ผ่านโค้งมา ชายชราคนนั้นสูงไม่มาก ผิวค่อนข้างคล่ำ รูปร่างสันทัด ผมไม่สั้นไม่ยาว เพราะไม่แน่ใจว่าใส่หมวกหรือเปล่า กับจักรยานแบบขี่ทางไกล มีล้อขนาดใหญ่ มือจับตรง ไม่ใช่ลักษณะเสือมอบ เข้ามาทำการจอดถามทาง บริเวณนั้นริมฟุตบาท มีเพียงแสงไฟจากโคมไฟส่องทางริมถนนสลัวๆไม่สว่างมาก ชายค่อนข้างสูงวัยคนนั้นเอ่ยถามทางกับผมและพื่อนอีกคน มาถ้าแกต้องการจะข้ามสะพานไปฝั่งตรงข้ามพระราม 6 จะต้องไปกลับรถตรงไหน ทางผมและเพื่อนก็บอกว่า ต้องไปกลับที่หน้า Big วงศ์สว่างเลย เพราะตรงนั้นตั้งแต่ตีนสะพานไปไม่มีที่กลับรถกลางถนนเลย จะต้องขี่ไปกลับรถตรงบริเวณก่อนถึงแยกวงศ์สว่างถึงจะกลับได้ โดยลุงแกบอกว่าแกต้องการจะขี่กลับไปพระประแดง แกบอกว่าเมียแก กับหลานรอแกอยู่ ผมกับเพื่อนตกใจเล็กน้อย ในระยะทางที่ลุงแกบอก เพราะมันเป็นระยะทางที่ค่อนข้างไกลมาก อย่าว่าแต่จักรยานเลย ขี่มอเตอร์ไซท์ไปยังเหนื่อยเลย ส่วนคนอื่นๆก็เดินล่วงหน้าไประยะหนึ่ง บ้างส่วนก็หยุดยืนคุยรอเราอยู่ ผมและเมธเลยตัดสินใจตรงลงกันมาจะช่วยกันมาลุงแกข้ามถนนไปอีกฝั่งแกจะได้ไม่ต้องขี่ไปกลับรถไกลถึงที่ 4 แยก แล้วผม เมธเพื่อนผม ก็ช่วยกันจูงจักรยานลุง ข้ามถนนไปพักอยู่บริเวณเกาะกึ่งกลาง ระหว่างหยุดรอรถว่างอยู่ลางถนน ลุงก็ยืนเหล้าจากขวดกระทิงแดงแบ่งใส่ฝาให้ผมและเพื่อนดื่ม เราดื่มไปคนละฝา รสชาติเป็นเหล้าคล้ายเชี่ยงชุนหรือไม่ก็เสือ 11 ตัว อะไรประมาณนั้น ทางเราก็เป็นห่วงเพราะมันอันตรายหาก จะปล่อนให้ลุงแกปั่นจักรยานกลับไปเองโดยลำพัง เพราะเป็นระยะทางค่อนข้างไกล เราจึงถามลุงว่ามีใครอยู่ที่บ้านไหม มีเบอร์โทรศัพท์ไหม เราจะได้โทรไปแจ้งให้ทางบ้านลุงทราบ จะได้รู้ว่าลุงอยู่ที่ไหน เพื่อจะได้ส่งคนมารับกลับบ้านไป
จากนั้นเพื่อเมธผมก็ได้เบอร์โทรจากลุงมา สมันนั้นโทรศัพท์มือถือยังไม่มา เพื่อรเมธผมจึงข้ามถนนไปโทรตู้โทรศัพท์สาธารณะ เหลือผมกับลุงและจักรยานรอข้ามไปยังฝั่งตรงข้าม ขณะเดียวกันที่พี่ไมค์รุ่นพี่ผมข้ามมาสมทบจากถนนอีกฝั่งพอดี ผมจึงเหล้ารายละเอียดให้พี่ไมค์ฟัง พี่ไมค์จึงออกตัวว่า เดี๋ยวแกกับพี่โด้รุ่นพี่อีกคน จะเป็นคนพาแกจูงจักรยานเดินข้ามสะพานไปส่งฝั่งนู้นเลย เพราะมันก็ดึก และก็อันตรายมากด้วย เพราะผมกับไอ้เมธ 2 คนตัวเหล็กนิดเดียว ส่วนพี่ไมค์แกตัวโตอย่างกับตึก เราเห็นด้วยตามนั้นจึงให้แกเดินไปส่งลุงคนนั้นที่ฝั่งโน้น แล้วจึงข้ามกลับมารอพี่ไมค์กับพี่โด้ที่ถนนฝั่งเดิม เรารออยู่พักหนึ่งพี่แก 2 คนก็เดินกลับมา เราก็ถามว่าเป็นพี่ แกบอกว่าเดินไปถึงกลางสะพาน หันมาอีกที อยู่ดีๆ ลุงคนนั้นกลับจักรยานก็หายไปซะแล้ว ผมก็หัวเราะเพราะนึกว่าแกอำเล่น เลยถามย่ำอยู่หลายครั้งมาก แกบอกว่าจริงๆไม่ได้ล้อเล่น พอหันมาอีกที ลุงกับจักรยานก้หายไปตรงกลางสะพาน 7 แล้ว โดยที่แกยืนยันว่าไม่เห็นแม้แต่หลังของลุงคนนั้น ถ้าเกิดแกจะปั่นจักรยานลงตั้งแต่บริเวณกลางสะพาน เพราะสะพานมีความยาวมาก ยังไงซะถ้าแก่ตรงใจพี่ไมค์ผมแล้วรีบหนีไปกลางสะพาน ยังไงก็ต้องเห็นด้านหลังแกตอนปั่นจักรยานลงแน่นอน แต่พี่ไมค์กับพี่โด้ก้ยืนยันเป็นมั่นเป็นเหมาะ ว่าแกหายไปเฉยๆจริง สภาพแต่ละคนตอนนั้นก็ไม่ได้เมาอะไรมาก เพราะมานั้งกินกันเยอะอยู่
ผมกับไอ้เมธ ประหลาดใจมาก เพราะมันเป็นไปได้อยู่ดีๆลุงแกจะหายไปได้อย่างไร จักรยานอีก แต่ว่าตอนที่ผมเห็นลุงแกครั้งแรกตอนแกขี่จักรยานเขามาถาม นั้นคือเหลือบตาไปปั๊บก็เห็นแกปรากฎตัวขึ้นมาเลย ไม่ได้ค่อยๆขี่ผ่านโค้งเรียบถนนมา แต่ก็ไม่ได้เอะใจอะไร หลังจากน้นมาหลายครั้งเวลานั่งกินเหล้ากัน ผมก็จะถามย้ำแกหลายรอบมากว่า แกหายไปกลางสะพานจริงๆหรือ จนผมลืมเลิกถามไปเองในที่สุด และที่สำคัญเบอร์โทรที่ลุงให้เพื่อนผมไปโทร ตรงกับหวยออกงวดต่อมาพอดีเลย และตอนเพื่อนผมโทรไปก็ไม่มีคนรับสายด้วย จนปัจจุบันผมก็ยังสรุปไม่ได้ได้ว่ามันเป็นอย่างนั้นได้อย่างไร เพราะขนาดรถยนต์เองวิ่ง 120 ยังต้องใช้เวลาซักระยะหนึ่งถึงจะพ่นโค้งสะพานฝั้งตรงข้ามจนที่จะพ้นสายตาที่จะมองเห็นได้ ถ้าเป็นภูผีวิญญาณจริง มีแต่ลุงอย่างเดียวยังพอไหว แล้วจักรยานละโลหะทั้งนั้น แล้วเหล้าที่ลุงแบ่งให้ผมกับเพื่อนดื่นละ ยังไงก็เป็นไปไม่ได้























