ผมต้องไปทำการสมัครเข้าร่วมสอบแข่งขันที่กระทรวงศึกษาธิการก่อน จากนั้นจึงไปสอบข้อเขียนกับปฎิบัติที่หัวหินเป็นเวลา 3 วัน โดยรอฟังผลในวันรุ่งขึ้นเลยว่าได้หรือไม่ จริงๆในใจไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะเงิน 6,900 บาทมันไม่พอกินอยู่แล้ว แค่ตอนนั้นผ่อนรถผ่อน Notebook ก็ปาไป 10000 แล้ว แต่ได้ปรึกษากับทางพ่อแม่ดูแล้ว ก็อยากให้ลูกทำงานเป็นข้าราชการบ้าง แม้จะยังไม่รู้ว่าจะมีตำแหน่งบรรจุในอนาคตหรือเปล่า แต่ก็อยากให้ทำ ประกอบกับผมเองก็อยากทำงานให้ประเทศชาติ ตอนนั้นในหัวมันคิดอยู่แค่นั้นเอง
ผมสอบได้เป็นลำดับที่ 2 คนที่ได้ที่ 1 จะได้มาประจำอยู่กรุงเทพ ที่กระทรวงศึกษาธิการ นายสถานีตอนนั้นเป็น ท่านขวัญแก้ว วัชโรทัย โดยมี ท่าน ดิสธร วัชโรทัย รักษาการแทน และรองนายสถานีเป็น ณรงค์ฤทธิ์ ศักดารณรงค์ สถานนีนี้เป็นสถานีโทรทัศน์ระบบดิจิตอลแห่งแรกในประเทศไทยที่การแพร่ภาพผ่าน ระบบดาวเทียมไทยคมดวงแรกของไทยที่ได้ยิงขึ้นไป โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริที่จะเห็นนักเรียนในสถานที่ ห่างไกลได้รับโอกาศทางการศึกษาที่เท่าเทียมกัน จึงได้จัดตั้งโครงการนี้ขึ้นมาโดยทรงพระราชการทุนประเดิม 25 ล้านบาท รวมกับอดีตท่านนายกทักษิณ อีก 25 ล้านบาท เป็น 50 ล้านบาท จัดตั้งเป็นสถานนีโทรทัศน์การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมขึ้นมา โดยมีคุณบรรพต ดีคำ ดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่เทคนิค พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากทาง AIS รวมกันทั้งหมด 3 คน ในการจัดตั้ง
เจ้าหน้าี่ที่มูลนิธิรุ่นแรก โดยส่วนใหญ่ก็จะเป็นคนในพื้นที่ จบจากวิทยาลัยการอาชีพไกลกังวลเป็นส่วนใหญ่ ส่วนรุ่นผมที่รับเข้าไปก็เข้าไปดูเพิ่มเติมเพื่อรองรับฝั่งประถมที่กำลังจะ เปิดขึ้นใหม่ในอนาคต โดยเจ้าหน้าที่รุ่นแรกๆจะมีหอพักภายในจัดไว้ให้ ส่วนรุ่นผมต้องไปเช่าที่พักข้างนอกอยู่เอาเอง ที่นี่มีเครื่องมือ เครื่องใช้ให้เล่นมากมายทันสมัยกว่าเจ้าหน้าที่จะใช้เป็นด้วยซ้ำไป เพราะทุกอย่างเป็น IP Technology เกือบทั้งหมด คิดดูเอาละกันตอนปี 2003 ตอนนั้น ADSL บ้านเรายังไม่มาเลย แต่เราก็มี Net 1M จาก KSC ให้เราไปเล่นกัน ผมพักอาศัยอยู่กับ ผอ. ที่เพิ่งจะย้ายเข้าไปใหม่ได้ไม่นาน ก็เลยไม่ต้องเสียค่าเช่า ตกเย็นก็อยู่แต่ในนั้นไม่ได้ไปไหน ก่อนไปผมมีความารู้ทาง IT น้อยมาก เขียนเว็บได้ก็เป็นแบบ html ธรรมดา ยังเคยสงสัยอยู่ว่าไอ้หน้าเว็บที่เราเขียนขึ้นมาเนียะมันไปอยู่ที่ไหนนะ ทำไมคนอื่นมันถึงสามารถเรียกดูได้จากทั่วโลก
Job แรกที่คุณ บรรพตให้ผมไปทำคือให้ไปลองดู Webserver อยู่ตัวหนึ่ง รู้สึกตอนนั้นจะเอาเครื่อง PC ธรรมดาๆนี่แหละมาลง Redhat มันโดน Virus อยู่ ผมก็ไปด่อมๆมองๆอยู่พักหนึ่ง ก็ถึงได้รู้ว่าไอ้หน้าเพ็จของเว็บที่เราดูกันเนียะมันมาจากไหน มันก็มาจากเครื่องคอมอะไรก็ได้ที่ลง Webserver อยู่ ตอนนั้นเราได้ IP จริงจาก KSC ทั้ง Class ไม่ต้องกังวลเรื่อง NAT เปิด Port 80 ปุ๊บเห็นกันทั่วโลก หลังจากนั้นก็เป็นการ Set Proxy อันนี้ทำยังไม่ถึงอาทิตย์เลยนะครับ คือของเล่นมันเยอะ ยังมี IP Star อยู่บนดาดฟ้าให้เล่นอีกหนึ่งอันเมื่อ 6 ปีที่แล้วนะ
ส่วนหน้าที่หลักตอนนั้นก็คือให้ผมไปไล่ดูระบบที่กำลังติดตั้งใหม่จาก Subcontact ว่าอะไรมันต่อกับอะไร มันเป็นหมือนระบบ Network เลยใส่ตู้ Rack 19" พวกตัวต่างๆก็เป็นพวก Case 1U 2U พอ Wiring เสร็จถึงขั้นตอน configure ก็จะมีทาง SPG มาทำการ Setup ระบบในขั้นตอนสุดท้ายอีกที่
ตอนนั้นผมอายุประมาณ 25 เห็นจะได้ เพื่อนร่วมกลุ่มที่สนิมกันตอนนั้นก็มี ไอ้ Art มาจากราชมงคลนนบุรี เคยทำงานอยู่ช่อง 11 มาก่อน แล้วก็มีไอ้ดอน เด็กราชมงคลนนทบุรีเหมือนกัน แต่บ้านมันอยู่หัวหินเลย ได้กลับมาทำงานใกล้บ้านพอดี แ้ล้วก็มีเจ้ากก ลูก ผช.วิทยาลัยการอาชีพ กับเจ้าเอ 2 คนนี้เพิ่งจะจบ ปวส. จากวิทยาลัยการอาชีพไกลกังวล แล้วก็เข้าสมัครทำงานที่สถานนีพอดีเลย
เราเลิกงานประมาณ 4 โมงเย็นเห็นจะได้ส่วนไม่ไปเดินเล่นในตลาด ก็เล่น Winning กินหมู่กะทะ ก็เห็นที่สนามเขาเล่นบาสเตะบอลกันอยู่แต่ก็ยังไม่ได้ไปเล่นหรอก ยังไม่คุ้น ส่วนใหญ่จะเป็นพวกรุ่นพี่ของ เจ้า กก กับ เอ ที่วิทยาลัยไกลกังวล แล้วมาสมัครทำงานที่สถานนีเป็นเจ้าหน้ามูลนิธิรุ่นแรก อยู่มาได้ประมาณ 2 อาทิตย์ เราก็เลยไปเล่นฟุตบอลที่สนามด้วย มี ผม อาร์ท กก เอ นอกนั้นก็เป็นพวกเจ้าหน้าที่มูลนิธิรุ่นแรก ซะเป็นส่วนใหญ่ ก็เล่นกันไปตามปกติ เพราะสนามบาสก็แคบนิดเดียว วิ่งปรืดเดี๋ยวก็จะเลยสนามอยู่แล้ว แต่เราก็เริ่มจะจำหน้าพวกรุ่นแรกได้แล้ว ว่าใครเป็นใครบ้าง แต่ยังไม่ได้คุยกันเป็นทางการเลย หลังจากที่มีกิจกรรม คล้ายๆกับการรับน้องใหม่ ที่เรียกกันว่าเป็นการละลายพฤติกรรม
ผมเองก็มีเพื่อนทำงานเป็นเจ้าหน้าที่รุ่นแรกอยู่หมือนกัน เคยมางานบวชมันที่หัวหินเมื่อ 4-5 เดือนก่อนหน้าจะมาอยู่ ไม่คิดเหมือนกันว่าจะได้ว่าทำที่นี้ มาช่วงอาิทิตย์สุดท้ายของการทำงานเดือนแรก เราก็ไปเตะบอลกันตามปกติ ก็เล่นกันปกติผมเล่นกองหลังตอนนั้น 25 แล้วชักจะวิ่งไม่ไหว มันก็มีกองหน้าฝั่งตรงข้ามพาบอลขึ้นมาทางปีกซ้าย ซ้ายผมนะ มันก็เลี้ยงพาบอลขึ้นมาจะไปที่มุมซ้ายของสนาม เพื่อที่จะเปิดบอลเข้าไปตรงกลาง แต่ยังไม่ทันจะถึงก็โดนผมสกัดแซะบอลออกข้างสนามไปซะก่อน มันไม่พูดไม่จาอะไร หันมาชกเข้าที่หน้าผมในทันที ผมไม่เคยรู้จักมัน คุยยังไม่เคยคุย แค่สะกิดเบาๆ มันก็ไม่ได้ล้มตีลังกาอะไรเลย ผมก็ชกสวนมันกลับไป จากนั้นก็นั่วกันอยู่พักหนึ่ง พวกเพื่อนมันก็วิ่งกันเข้ามา บางคนก็เข้ามาห้ามบางคนเข้ามาทำร้ายผมทางด้านหลังโดยการเตะเข้าที่ด้านหลัง โดยที่ผมยังไม่ได้ตั้งตัว เพราะมั่วแต่ยุ่งกับไอ้เชี่ยนั้นอยู่
พอแยกมาได้ซักพัก ผมก็แยกย้ายกันไป มันไปเอามีดที่มันเก็บไว้ในหอพักด้านในออกมา ผมวิ่งกลับไปหน้าบ้าน ผอ. หาได้แค่ไม้หน้า 2 หน้า 3 ไม่มีตอนนั้น วิ่งกลับ ไม่รู้เพื่อนมันไปไหนกันหมด ก็มาเจออาจารย์่ท่านหนึ่งเข้ามาถามว่าเกินอะไรขึ้น ก็พากันเดินไปที่สนาม พวกมันก็รอกันอยู่พร้อมเลยนะครับตอนนั้น อาวุธเต็มไม้เติมมือ พูดง่ายถ้าลุยกันต่อตอนนั้นกูก็ตายพอดี ไม่ใช่พระเอกหนังไทยนะครับพี่น้อง อาจารย์ก็เข้าไปเจรจา ไอ้ผมนะไม่เป็นไรมาหน้าตาฟกช้ำเล็กน้อย แต่ที่เปลี่ยนไปนะคือความรู้สึก ความคิด ผมไม่เคยมีความคิดจะทำร้ายเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน คือมันเป็นไปไม่ได้ที่จะทำอย่างนั้น ผมมีกฎอยู่ว่าจะต้องไม่ไปทำร้ายร่างกายใครก่อน แต่หลังจากเหตุการณ์นี้ ความคิดมันก็ยังเหมือนเดิม เพียงแต่มันเปลี่ยนไปตอนที่ผมจะชกมันสวนกลับไปผมยังลังเลไม่กล้า กลัวมันจะเจ็บ แต่หลังจากนั้นมาผมได้เรียนรู้ว่าถ้าใครที่มันมาทำร้ายร่างกายเราก่อนด้วย เหตุผลอันไม่สมควร อันนี้ไม่ใช่เราไปเปรี้ยวตีนเค้าก่อนนะ มันสอนให้ผมจดจำว่าเราจะต้องตอบโต้กลับมันให้สาสมโดยที่เราไม่ต้องมีความ รู้สึก ถึงความเป็นมนุษย์ด้วยกันได้ในทันที ไม่ต้องปราณี
เรื่องรู้ถึงหู ผอ. กับคุณบรรพต ในคืนนั้น ผอ. ที่ผมอาศัยอยู่ด้วยบอกให้ไปแจ้งความกับตำรวจ ส่วนผมยังไงก็ได้ เพราะผมไม่ได้เริ่มก่อนอยู่แล้ว แต่คุณบรรพต ข้อร้องเอาไว้ว่าไม่อยากให้ ท่านขวัญรู้ จึงอยากให้มาตกลงยอมเคลียร์กันภายในก่อน เช้าวันรุ่งขึ้นก่อนจะมานั้งประชุมกัน พวกมันทำตัวเป็นเหมือนพวกนักเลงพากันไปนั่งรวมตัวกันอยู่ที่โรงอาหารของ วิทยาลัย ผมไม่คิดว่าจะมีกลุ่มคนแบบนี้อยู่ในที่แบบนั้น ตอนสายๆเราได้ทำการเรียกประชุมผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ทั้งหมด ไปนั้งประชุมกัน ผมเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดตามความเป็นจริงที่เขียนมาด้านบนให้ฟัง มันไม่โต้แย้งใดๆ ผมถามมันคำหนึ่ง ทำไมเราไม่เคยคุยกันไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ทำไม่ถึงต้องทำรุนแรงขนาดนั้น มันไม่ตอบ มันบอกไม่มีเหตุผล กับมัน "วิทยา" ผมไม่ติดใจอะไรมาก ไม่ชอบขี้หน้าก็ใส่กันตรงๆ แต่ไม่น่าจะเกิดในสถานที่แบบนั้น แต่ที่ผมติดใจมาที่สุดคือคนที่มาทำร้ายผมทางด้านหลัง เท่าที่ผมสอบถามดูรู้สึกว่าคนหนึ่งเป็นตำรวจ อีกคนเป็นทหาร จากหน่วยไหนเหล่าไหนก็ไม่รู้ ถูกส่งมาประจำอยู่ที่สถานี มันทำร้ายคนจากข้างหลัง แต่มันไม่ยอมรับหรอกไม่มีใครมาเสนอหน้า คุณบรรพตให้ผมเขียนรายละเอียดต่างๆ แล้วลงชื่อไว้
ผมคุยกับทางบ้านแล้วว่า ถ้ามันเป็นอย่างนี้ก็ลาออกกลับมาหางานทำใหม่ที่บ้านเราดีกว่า จึงยืนใบลาออก ครั้งแรกคุณบรรพต ไม่ยอมให้ออก กลัวท่านขวัญจะสงสัยว่าทำไม่มาอยู่แค่เดือนเดียวเองถึงจะออก แต่ผมก็ตั้งใจไว้แล้วจึงยื่นใบลาออกซ้ำอีกครั้ง แล้วไม่รอผล จากนั้นจึงเดินทางกลับเข้ากรุงเทพฯ เพื่อหางานทำใหม่ในทันที
หลายคนคงจะนึกภาพไม่ออก ตอนมีคนเข้ามาทำร้ายร่างกายเราทางด้านหลังว่ามันเป็นยังไง มันจะคล้ายแก๊ก ของพวกเกมส์โชว์ หรือไม่ก็โฆษณา บางตัวที่ไอ้พวก Creative ปัญญาอ่อนมันชอบคิดมาใช้กัน ผมว่าไปดูของจริงกันดีกว่าว่าคนที่โดนทำร้ายแบบนั้น เค้าจะมีความรู้สึกยังไง























