แนวทางทำตามแบบเป็นขั้นเป็นตอนง่ายๆในการแวคและอัดน้ำยาแอร์รถยนต์ แนวทางนี้สำหรับระบบแอร์ที่มีการถูกเปิดซ่อมแซม เนื่องจากการเปลี่ยนแผงระบายความร้อน หรือคอมแอร์ และอื่นๆ แต่มันก็ยังสามารถใช้สำหรับการบำรุงรักษา แต่ภาพที่เห็นจะแตกต่างกันบ้าง ขั้นตอนนี้จะเหมือนกันในยานพาหนะส่วนใหญ่ แต่ละระบบจะระบุจำนวนสารทำความเย็นที่จำเป็นในการทำงานได้อย่างถูกต้อง ที่อยู่ในคู่มือเจ้าของหรือบนระบบ A/C ของมันเอง, แนวทางนี่จะสามารถทำการอัดน้ำยาแอร์ได้สำเร็จแม้ว่าจะไม่มีข้อมูลในส่วนี้ก็ตาม

ระบบเครื่องปรับอากาศเป็นการปฎิบัติการกับสารทำความเย็นภายใต้ความดันสูง ควรใช้ความระมัดระวัง อ่านให้เสร็จสมบูรณ์ก่อนที่จะเริ่มลงมือ

ระดับความจาก - 4 จาก 10

เครื่องมือและอุปกรณ์ที่จำเป็น

  • ชุดเกจวัดสำหรับอัดน้ำยาแอร์
  • สราทำความเย็น 134a
  • ปั๊มสุญญากาศ
  • แว่นตาและถุงมือสำหรับป้องกัน

ก่อนเริ่มทำการ, ให้จอดรถยนต์ในระดับเดียวกับพื้น กับดับเครื่องยนต์กุญแจอยู่ที่ตำแหน่ง "OFF", ทำการดึงเบรคมือ และเข้าเกียร์ในตำแหน่งจอด P เอาไว้ ใส่แว่นตาและถุงมือสำหรับป้องกัน

การเก็บสารทำความเย็นจากระบบกลับมา

ขั้นตอนที่ 1 - ระบบจะทำการอัดสารทำความเย็นภายใต้แรงกันสูง (คงที่ 70 ถึง to 100 psi  - ระบบยังไม่ทำงาน), ของเหลวหรือแก๊สนี้สามารถดูดกลับออกมาเก็บเอาไว้ได้ (บันทึก: การปล่อยให้สารทำความเย็น 134a รั่วไหลออกสู่ชั้นบรรยากาศเป็นสิ่งผิดกฎหมาย, แม้ว่าจะเป็นอันตรายน้อยกว่าขั้นตอนของ r12, ซึ่งจะเป็นการปล่อยออกอย่างช้าๆโดยการคลายผ่านท่อของเกจวัด) เครื่องรีไซเคิลนี้จะรวบรวมสารทำความเย็นพร้อมกับจำนวนเล็ก ๆ ของน้ำมันคอมเพรสเซอร์ซึ่งจะถูกแยกออกแล้วลงในถังของใครของมัน

ขั้นตอนที่ 2 - ทำการต่อชุดสายเกจแอร์เข้ากับเครื่องเก็บน้ำยาแอร์ และเปิดวาล์วด้าน low เพื่อทำการเก็บสารทำความเย็นกลับมา

การทำให้เป็นสุญญากาศและการอัดสารทำความเย็น

ขั้นตอนที่ 1 - จำเป็นที่จะต้องต่อชุดคิทเกจวัดแอร์เข้ากับระบบทั้งทางด้านแรงดันสูงและต่ำ ชุดเกจจะถูกนำมาใช้เพื่อดูดสุญญากาศและอัดระบบกลับไป ตรวจสอบสายและการเชื่อมต่อทั้งหมด ในตรงส่วนนี้อากาศจะต้องเข้าไม่ได้ และต้องไม่มีการรั่วใดๆๆที่สายหรือวาล์ว เกจวัดและวาล์วเชื่อมต่อสีแดงหมายถึงระบบทางด้านแรงดันสูง ในขณะที่สีน้ำเงินหมายถึงแรงดันทางด้านต่ำ สายตรงกลาง (สีเหลือง) จะเชื่อมต่อไปยังเครื่องรีไซเคิลหรือถังสารทำความเย็นใหม่ โดยที่วาล์วเกจวัดทั้งคู่จะต้องปิดอยู่

ขั้นตอนที่ 2 - เริ่มต้นด้วยความดันของระบบที่ศูนย์ โดยการเก็บสารทำความเย็น และการซ่อมแซมการรั่ว ทำการหารตำแหน่งข้อต่อด้าน High และ Low ตำแหน่งพวกนี้จะแตกต่างกันและอาจถูกปิดบังได้ (บันทึก: ข้อต่อแรงดันสูงจะใหญ่กว่าทางด้านแรงดันต่ำเสมอ)

ขั้นตอนที่ 3 - เมื่อรู้ตำแหน่งแล้ว ให้ทำการถอดฝาปิดกันฝุ่นทั้งทางด้าน high และ low ออก

ขั้นตอนที่ 4 - การต่อสายเข้ากับข้อต่อ ให้ดันแหวนรัดที่ข้อต่อถอยหลังแล้วดันขั้วต่อสายเข้าไป ทำซ้ำกับทั้ง 2 ข้าง (บันทึก: ข้อต่อด้าน High และ low จะใส่ได้เฉพาะของใครของมันเท่านั้น)

ขั้นตอนที่ 5 - เมื่อแน่นดีแล้ว ให้ไขให้แน่นเพื่อกรุตุ้นให้แก่นด้านในเปิดทางให้สารทำความเย็นไหล

ขั้นตอนที่ 6 - เมื่อเกจวาล์วทั้งคู่ปิด มันควรจะมีแรงดันเพียงเล็กน้อยในระบบเท่านั้น (กรณีที่ระบบถูกเปิด หรือหลังจากถ่ายน้ำยาเก็บเอาไว้แล้ว)

ขั้นตอนที่ 7 - ต่อสายตรงกลาง (สีเหลือง) เข้ากับปั๊มสุญญากาศหรือเครื่องเก็บน้ำยา แล้วเปิดเครื่อง ขั้นตอนนี้ใช้สำหรับเอาความชื้นและอากาศภายในระบบออก

ขั้นตอนที่ 8 - ค่อยเปิดวาล์วด้าน low อย่างช้าๆ ปั๊มจะเริ่มทำการดึงสุญญากาศออกจากระบบ

ขั้นตอนที่ 9 - เมื่อทำการดูดระบบมาเป็นเวลา 25 ถึง 30 นาที ให้ปิดวาล์วด้าน low แรงดันของระบบจะค้างอยู่ที่ 29 in. ปิดปั๊มสุญญากาศ (บันทึก: ถ้าระบบสูญเสียการเป็นสุญญากาศ แสดงว่ามีการรั่วเกิดขึ้น จะต้องมีการตรวจสอบ นี่อาจจะเป็นข้อผิดพลาดจากการใส่ O-ring หรือสายวาล์วหลวมก็ได้) แต่ถ้าระบบยังเป็นสุญญากาศหรือให้ดเนินการขั้นตอนถัดไป

ขั้นตอนที่ 10 - ทำการถอดสายสีเหลืองออกจากปั๊มสุญญากาศ และต่อสายเข้ากับแหล่งจ่ายสารทำความเย็น 134a (บันทึก: เครื่องเก็บสารทำความเย็นโดยส่วนใหญ่จะสามารถชาร์จน้ำยาแอร์ผ่านได้ด้วย)

ขั้นตอนที่ 11 - เปิดวาล์วที่ถังน้ำยา

ขั้นตอนที่ 12 - ในขณะที่วาล์วเกจถูกปิดและถังน้ำยาแอร์ถูกเปิดแล้ว เกจวัดจะตอบสนองด้วยการอ่านค่าที่เท่ากันทั้งด้าน high และ low นี่จะเป็นแรงดันคงที่ ซึ่งจะปรับเปลี่ยนไปตามอุณหภูมิด้านนอก

ขั้นตอนที่ 13 - ทำการคว่ำถังน้ำยาแอร์ลง เพื่อเป็นการขับน้ำยาที่เ)็นของเหลวออกมา แทนที่จะเป็นแก๊ส นี่จะเป็นการช่วงเร่งระยะเวลาในการชาร์จระบบ ระบบโดยส่วนใหญจะใช้ประมาณ 2 ปอนด์ วางถังบนเครื่องชั่งน้ำหนักดิจิตอลจะสามารถช่วยให้กะน้ำหนักในการชาร์จน้ำยาแอร์ได้

ขั้นตอนที่ 14 - ให้ทำการสตาร์ทเครื่องยนต์ และเปิดเครื่องปรับอากาศไว้ที่ตำแหน่งความเย็นสูงสุด รวมทั้งความเร็วของพัดลมด้วย

ขั้นตอนที่ 15 - เปิดวาล์วด้าน low (สีน้ำเงิน) อย่างช้าๆ (อย่าเปืดวาล์วจนสุด) สารทำความเย็นจะเริ่มไหลไปยังด้านแรงดันต่ำ (ข้อควรระวัง: ห้ามทำการเปิดวาล์วทางด้าน high (สีแดง) นี่จะเป็นเติมถังที่ใส่สารทำความเย็นด้วยแรงดันสูง และอาจจะเป็นเหตุให้เกิดการแตกร้าวได้)

ขั้นตอนที่ 16 - การทำงานของคอมเพรสเซอร์จะเริ่มต้นที่แรงดดันด้าน low จะตกลงในขณะที่แรงดันด้าน high เริ่มสูงขึ้น

ขั้นตอนที่ 17 - ทำการเติมสารทำความเย็น 134a อย่างต่อเนื่องจนเกจวัดเริ่มจะมีลักษณะเช่นนี้ ถ้าเกจวัดทั้งคู่สูง แสดงว่าระบบถูกชาร์จเกิน หรือพัดลมระบายความร้อนไม่ได้ทำงาน ถ้าแรงดันทางด้าน high สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว, (300+) และด้าน low กลับไปเป็นสุญญากาศ แสดงว่าระบบมีการอุดตัน อาทิเช่น ที่ plugged expansion หรือ orifice tube ถ้าตอนที่คอมเพรสเซอร์ทำงาน แต่เกจการเคลื่อนที่ของวัดแรงดันยังคงเหมือนเดิม แสดงว่าคิมเพรสเซอร์เสีย

ขั้นตอนที่ 18 - ถ้าแรงดันที่ได้ขึ้นตามนี้ อุณหภูมิที่ออกมาตามท่อ และช่องแอร์ในห้องโดยสาร ทั้งคู่ควรจะเย็นเมื่อสัมผัส (บันทึก: ให้เฝ้าดูปริมาณน้ำยาแอร์ที่เครื่องชั่งน้ำหนัก เพื่อช่วยในการตรวสอบค่าในการชาร์จที่สมบูรณ์

ขั้นตอนที่ 19 - เมื่อระบบมีการทำงานอย่างถูกต้องแล้ว ให้ปิดวาล์วทางด้าน low (บันทึก: ห้ามชาร์จเกิน).

ขั้นตอนที่ 20 - ทำการดับเครื่องยนต์, ระบบแอร์ A/C จะปิดตามเครื่องยนต์

ขั้นตอนที่ 20 - ในขณะที่เครื่องยนต์ดับ, หมุนคลายข้อต่อทวนเข็มเพื่อให้แกนวาล์วของข้อต่อปิด ทำซ้ำแบบนี้ทั้ง 2 วาล์ว

ขั้นตอนที่ 21 - จับแหวนรัดวาล์วให้แน่นแล้วดึงขึ้น นี่จะเป็นการถอดข้อต่ออกจากระบบ ทำซ้ำแบบนี้ทั้ง 2 วาล์ว

ขั้นตอนที่ 22 - เมื่อวาล์วทั้ง 2 ถูกถอดแล้ว ให้ใส่ฝาปิดกันฝุ่นของแต่ละข้าง เมื่อทำงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงเปิดวาล์วที่ถังน้ำยาแอร์ และเก็บสายเกจวัดให้เรียบร้อยสำหรับการซ่อมครั้งต่อไป Enjoy the cold air!

ข้อมูลที่เป็นประโยชน์

ระบบปรับการอาศรถยนต์ จะมีการผสมของสารทำความเย็นและน้ำมันเพื่อทำการหล่อลื่นให้คอมเพรสเซอร์ในระหว่างการทำงาน การวัดจำนวนของน้ำมันในระบบนั้นยาก เพราะมันฉีดกระจายไปทั่วทั้งระบบ พูดอีกอย่างหนึ่งคือถ้ามีการรั่วเยอะๆและน้ำมันหยดออกมา ระบบจะต้องการน้ำมัน ไม่เหมือนกับการรั่วเพียงเล็กน้อยที่เสียน้ำมันนิดเดียวหรือไม่เสียเลย น้ำมันสามารถหายไปจากระบบได้ในระหว่างการทำสุญญากาศ ถ้ามันเกิดขึ้นให้ทำการเติมน้ำมันใหม่เข้าไป ห้ามเติมน้ำมันที่ใช้แล้วกลับเข้าไป

มันมี 2 กรณีที่ระบบแอร์จะต้องมีการอัดน้ำยาแอร์ใหม่ คือ การไหลซึมโดยปกติ หรือเมื่อทำการซ่อมแซ่ม อย่างเช่นการเปลี่ยนคอมเพรสเซอร์ คอนเดนเซอร์ แผงปล่อยไอเย็น ที่รั่ว อีกอย่างหนึ่งก็คือระบบที่ถูกเปิดออก มันจะต้องมีการทำให้เป็นสุญญากาศในช่วงระยะเวลาหนึ่ง (ปกติ 30 นาที) เพื่อเอาความชื้นออก

ระบบแอร์จะทำงานได้ไม่ถูกต้อง ถ้าเครื่องยนต์ร้อนเกิน หรือวิ่งตอนร้อน

ปัญหาที่พบบ่อย

  • คอมเพรสเซอร์เสีย
  • สารทำความเย็นรั่ว
  • orifice tube/expansion วาล์วตัน
  • ระบบถ่ายเทอากาศผิดพลาด
  • สวิตช์หรือรีเลย์ลัดวงจร
  • condenser หรือ evaporator (cooling fins) ตัน

การปฏิบัติที่ดีที่สุด   

  • ใช้สายยางรดน้ำ หรือที่เป่าลม ทำความสะอาดแผง condenser ด้านหน้าของรถยนต์เพื่อแน่ใจว่าระบบทำงานได้เต็มประสิทธิภาะสูงสุด

ที่มา: https://www.2carpros.com/articles/re-charge-an-air-conditioner-system

ตารางวิเคราะห์ปัญหาแอร์ไม่เย็น
แรงดันด้าน Low แรงดันด้าน High อุณหภูมิลมที่ได้ สาเหตุที่เป็นไปได้
Low Low Warm ชาร์จน้ำยาแอร์น้อยไป
High High Warm ชาร์จน้ำยาแอร์เกินไป
High High Some cool มีอากาศในระบบ หรือชาร์จเกิน
Normal Normal Warm มีความชื้นในระบบ
Low Low Warm เอ็กแพนชั่นวาล์วติดหรือปิด
Low Low Warm Orifice tube ตัน
Low Low Warm ตันทางด้าน High
High Low Warm คอมเพรสเซอร์ หรือวาล์วควบคุมเสีย
Source:http://www.aa1car.com/

การอ่านเกจวัด A/C:

To determine the HIGH SIDE and LOW SIDE pressures inside your vehicle's air conditioning system, you need an A/C Gauge Set. The Gauge Set must be connected to the A/C service ports on vehicle to read the pressures while the system is running.

With the engine OFF, connect the A/C Gauge Set High Pressure Hose (the one with the larger coupler fitting) to the High Side service port (usually located in the compressor output line that goes from the compressor to the condenser). Connect the Low Pressure Hose (the one with the smaller coupling) to the Low Side Service port (usually located on the accumulator, or on the suction hose that goes from the evaporator to the compressor).

Start the engine, turn on the A/C to MAX, and rev the engine to 2000 RPM. Hold the engine speed and note the High and Low side pressure gauge readings.

NOTE: High and Low side pressure readings will vary with ambient temperature and humidity. The higher the temperature and/or humidity, the higher the gauge readings.

With late model R134a systems, good high pressure readings should range from 150 to 220 PSI at 80 degrees F, 170 to 250 PSI at 90 degrees F, and 195 to 280 PSI at 100 degrees F.

A High side pressure reading of less than 150 PSI indicates a low charge or a compressor problem. A high pressure reading over 300 PSI would indicate an overcharge condition (too much refrigerant in system) or a restriction in the high side.

Good low pressure readings with R134a should usually be in the 30 to 35 PSI range. If higher, there may be a low side restriction. If the reading is lower, the system may be low on refrigerant.

With older R12 A/C systems (1994 model year vehicles an older that have NOT been retrofitted to R134a), the HIGH side pressure readings will typically be 150 to 185 PSI at 80 degrees F, 175 to 205 PSI at 90 degrees F, and 200 to 250 PSI at 100 degrees F. Normal LOW side readings with R12 should be around 20 to 30 PSI for an expansion valve system, or 15 to 40 PSI for an orifice tube system.

Reference: http://www.aa1car.com/library/ac_no_cooling.htm